IamTrang.com
 
IamTrang.com
KNOWLEDGE
PEOPLE
PLACE
PRODUCT & SERVICE
RESOURCE
ACTIVITY
LIFESTYLE
NEWS & EVENT
หน้าแรก  >  มรดกทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม  >  มรดกวัฒนธรรม-โบราณคดี-สิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง

มรดกวัฒนธรรม-โบราณคดี-สิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง

     พระพุทธสิหิงค์เมืองตรัง พระพุทธสิหิงค์ในเมืองไทยถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช แต่ละองค์จะมีตำนานแตกต่างกันไปบ้าง แต่ที่ตรงกันคือกล่าวถึงที่มาดั้งเดิมว่ามาจากลังกา ต่อมาก็มีพระพุทธสิหิงค์สกุลช่างนครศรีธรรมราช สังเกตได้ว่าเมืองที่มีพระพุทธสิหิงค์ส่วนใหญ่เป็นเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครอง จึงน่าภูมิใจว่าเมืองตรังซึ่งเป็นเพียงเมืองท่าหน้าด่านในอดีตก็ยังมีพระพุทธสิหิงค์เป็นสิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง
     ตำนานพระพุทธสิหิงค์เมืองตรังเกี่ยวพันกับตำนานนางเลือดขาวของพัทลุง กล่าวว่า นางได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกาผ่านมาทางเมืองตรัง และสร้างวัดขึ้น ณ ริมคลองนางน้อยเพื่อประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จากลังกา คือหลักฐานบ่งบอกว่าดินแดนเมืองตรังคือหนึ่งในเส้นทางการเผยแผ่พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่เข้ามาสู่อาณาจักรไทย จากตรังจึงต่อไปยังเมืองนครศรีธรรมราชและพัทลุงก่อนจะขยายไปสู่เมืองอื่นๆ
     ลักษณะขององค์พระพุทธสิหิงค์เมืองตรังทำด้วยสำริด ปางมารวิชัย ชัดสมาธิเพชรหน้าตักกว้างประมาณ 12 นิ้ว พระเกตุมาลาเป็นรูปบัวตูม ชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระอุระ พระองค์ล่ำสัน พระพักตร์อิ่มเอิมแบบผลมะตูม ฐานเขียงซ้อนกันหลายๆ ชั้น ชั้นล่างสุดของฐานพระจะมีโลหะหล่อยื่นออกมาทั้งซ้ายขวา มีรูทั้ง 2 ข้าง ด้านหลังองค์พระมีห่วง 2 ห่วง สันนิษฐานว่าเป็นที่ใช้เสียบฉัตร
     ต่อมาชาวบ้านแถบนั้นมีความศรัทธาร่วมกันสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ลักษณะองค์พระเป็นเช่นเดียวกับพระพุทธสิหิงค์องค์เดิมแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก หน้าตักกว้าง 60 นิ้ว สูง 99 นิ้ว บางตำนานก็เล่าว่า นางเลือดขาวเป็นผู้สร้างพระพุทธสิหิงค์จำลององค์นี้พร้อมกับการสร้างวัด ส่วนองค์เดิมนั้นกล่าวกันว่า พระตรังควิษยาณุรักษ์พิทักษณ์รัฐสีมาเจ้าเมืองตรังผู้มีบ้านเดิมอยู่ที่บ้านหัวถนนได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดหัวถนน ตำบลนาพละ อำเภอนาโยง
     พระพุทธสิหิงค์จำลองนั้น ชาวบ้านนับถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถบนบานขอความช่วยเหลือได้ เมื่อประสบความสำเร็จตามที่บนบาน ผู้ขอจะแก้บนด้วยการจัดหนังตะลุงหรือมโนราห์ถวาย แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นการปิดทองคำเปลวที่องค์พระแทน
     ส่วนพระพุทธสิหิงค์องค์เดิมนั้นเล่ากันว่า เป็นพระศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านเป็นอันมาก ในวันสงกรานต์ของทุกๆ ปี ทางจังหวัดจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาให้ประชาชนได้สรงน้ำและกราบไหว้บูชา แล้วอัญเชิญกลับไปประดิษฐานที่วัดหัวถนนเป็นประจำ จนกระทั่งถึงวันที่ 18 มกราคม 2526 พระพุทธสิหิงค์ก็หายไปจากวัด
     ใน พ.ศ. 2530 จังหวัดจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์ขึ้นใหม่ ให้ชื่อว่า พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคลตรัง จำลองแบบมาจากภาพถ่ายของพระพุทธสิหิงค์ที่หายไป แต่มีขนาดใหญ่กว่า ประดิษฐานที่ศาลาพระพุทธสิหิงค์ สระกะพัง สุรินทร์
     แม้วันนี้เรื่องพระพุทธสิหิงค์เมืองตรังจะเหลือเพียงตำนานคำบอกเล่าเท่านั้น แต่เรื่องราวของพระพุทธรูปองค์นี้ก็ควรจะได้บันทึกไว้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจชาวตรังว่า ครั้งหนึ่งเรามีของดีมีค่าแต่ไม่สามารถรักษาไว้ได้ต่อไปจะต้องช่วยกันระแวดระวังดูแลรักษา อย่าให้ของที่เหลืออยู่เกิดสูญหายซ้ำสองซ้ำสามขึ้นมาอีก เพราะเมื่อหายไปแล้ว โอกาสที่จะได้คืนนั้นแทบไม่มีเลย แม้จะสร้างขึ้นใหม่ได้ แต่จะให้มีคุณค่าเทียบของเดิมได้นั้นยากนัก

     ศาลหลักเมืองตรัง ศาลหลักเมืองตรังตั้งอยู่ที่ตำบลควนธานี อำเภอกันตัง  สถานที่ตั้งตรงนี้อยู่ในบริเวณที่ตั้งเมืองเก่า
     หลักฐานการสร้างศาลหลักเมืองตรังเป็นเพียงคำบอกเล่าเชิงตำนานที่ถ่ายทอดกันมาในหมู่ช่วตรังรุ่นเก่า ๆ  ว่า  ศาลหลักเมืองแห่งนี้มีวิญญาณอภิบาลเป็นสตรี  จึงเรียกกั นว่าเจ้าแม่ศาลหลักเมือง  เนื่องจากในพิธีตั้งศาลหลักเมืองนั้น  พระอุภัย  (บางแห่งว่าพระอุไทย)  เจ้าเมืองให้ทหารตีฆ้องร้องป่าวไปตามบ้านต่างๆ ถ้าหญิงขานรับ  ให้นำตัวมาฝังในการตั้งศาลหลักเมือง  ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้เรื่องจึงไม่ยอมขาน  แต่หญิงมีครรภ์ผู้หนึ่งชื่อนางบุญมากำลังทำอาหารเย็นอยู่ในครัวเกิดพลั้งเผลอขานรับจึงถูกนำตัวไปฝังพร้อมพิธีฝังเสาหลักเมือง  บางกระแสเล่าว่า  เจ้าเมืองพอใจนางทองเหมน้องสาวนายทองเอมสามีนางบุญมา  แต่นางทองเหมไม่ยินยอม  พี่ชายจึงพาหนีกลับบ้านเดิมที่พัทลุง  นางบุญมาภรรยานายทองเอมจึงถูกนำตัวมาทำพิธีฝังพร้อมเสาหลักเมือง
    ที่ตั้งศาลหลักเมืองเดิมเป็นเพิงเล็กๆ หลังคามุงสังกะสี  เสาหลักเมืองมีจอมปลวกขึ้นจนมองไม่เห็นตัวเสา  เมื่อถึง พ.ศ. ๒๕๐๔ – ๒๕๐๕  ทางจังหวัดได้สร้างศาลาจตุรมุขขึ้นแทนเพิงเก่า พ.ศ. ๒๕๓๐ สร้างรั้ว และพ.ศ. ๒๕๓๒  ลาดขึ้นรอบๆ ศาลา
     ศาลาหลักเมืองตรังนับเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของชาวตรังทั่วไปจนเกิดความเชื่อถือศรัทธาในทางความศักดิ์สิทธิ์  มีการบนบานศาลกล่าวต่างๆ อยู่เสมอ เล่ากันว่า  คณะหนังตะลุงมโนราห์ที่เดินทางผ่านศาลหลักเมืองนี้จะต้องตีกลองหรือบรรเลงดนตรีสักการะทุกครั้งที่ผ่าน  เพื่อมิให้เกิดขัดข้องในการเดินทางและการแสดง  อีกเรื่องหนึ่งคือ  ตามประเพณีถือศีลกินเจของคนไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดตรังซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  เมื่อขบวนแห่พระผ่านศาลหลักเมืองก็ต้องแวะหยุดสักการะนอกจากนี้ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดพิธีถือศีลกินเจที่บริเวณศาลหลักเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๑๑  และจัดต่อมาจนถึง พ.ศ. ๑๕๓๓  จึงเลิกไปเพราะทางจังหวัดเตรียมการบูรณะ
     ใน พ.ศ. ๒๕๓๕  ทางจังหวัดเริ่มโครงการบูรณะศาลหลักเมืองตรัง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  โดยสร้างอาคารศาลหลักเมืองเป็นอาคารทรงไทยจตุรมุข  และจัดทำยอดเสาหลักเมืองใหม่  นำขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงพระสุหร่ายและทรงเจิม  ในวันอังคารที่  ๓๑  สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๖  ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  แล้วอัญเชิญยอดเสาหลักเมืองกลับจังหวัดตรัง  ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เสด็จฯ แทนพระองค์ทรงเปิดศาลหลักเมืองตรังในวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๘ 
     ทุกวันนี้ความเชื่อถือศรัทธาต่อศาลหลักเมืองตรังยังคงสืบทอดต่อๆ  มา  ผู้คนที่ผ่านไปมามักยกมือไหว้คารวะ  หรือหยุดแวะสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล  เพราะศาลหลักเมืองตรังเป็นสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองตรังมานานกว่าร้อยปี
     หอนาฬิกาเมืองตรัง  หอนาฬิกาเมืองตรัง  ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกถนนพระรามหกที่ตัดกับถนนวิเศษกุล  เป็นจุดที่ถือได้ว่าอยู่ตรงใจกลางของเมือง
     หอนาฬิกาเดิมเป็นหอกระจายข่าวที่มีโครงสร้างเป็นไม้  บริเวณฐานทำเป็นวงกลมประดับด้วยอิฐแดง  พื้นที่ในวงกลมใช้ปลูกไม้ดอก  ต่อมามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปตามสมัยในชาวง พ.ศ. ๒๕๓๙  มีการเพิ่มเติมป้ายประกาศที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสื่อข่าวสารต่างๆ  ปรับพื้นที่ต่างระดับใช้เป็นที่วางกระถางไม้ดอกม้ประดับความสวยงามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
     แม้หอนาฬิกาเมืองตรังจะเป็นงานสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่  แต่มีความสำคัญต่อมาความรู้สึกของชาวตรังเสมอมาเพราะตั้งอยู่ตรงใจกลางเมือง  จึงเป็นจุดหลักของการบอกทิศทางและการนัดหมายต่างๆ  ได้ดี  เมื่อข่าวในเชิงว่าหอนาฬิกาแห่งนี้ทำให้เกิดปัยหาจราจรจะต้องทุบทิ้งก็จะมีปฎิกิริยาคัดค้านจากประชาชนและสื่อมวลชนทันที  เสียงสะท้อนเหล่านี้ย่อมแสดงว่า  ชาวตรังมีความผูกพันกับหอนาฬิกาแห่งนี้จนถือเป็นสิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมืองได้อีกอย่างหนึ่ง
     พระแสงราชศัสตราประจำเมืองตรัง    พระแสงราชศัสตราถือเป็นหนึ่งในเครื่องราชูปโภคสำคัญประกอบพระราชอิสริยยศประจำพระองค์และประจำตำแหน่งพระมหากษัตริย์  อันแสดงถึงอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน
     เมื่อพระมหากษัตริย์พระราชทานพระแสงราชศัสตราแก่ผู้ใด  หมายความว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ให้บุคคลผู้นั้นมีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาด  ในการปฎิบัติราชกิจแทนพระองค์ในวาระสำคัญต่างๆ  เช่น  การทำศึกสงคราม  หรือการปกครองดูแลหัวเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ  บุคคลผู้ที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตรา  มีความชอบธรรมในฐานะผู้มีอำนาจเต็มสามารถออกคำสวั่งในกิจการงานใดๆ  ได้เด็ดขาดทุกเรื่อง  แม้จรกระทั่งสามารถตัดสินพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดขั้นสูงสุด  คือ  สั่งประหารชีวิตได้โดยไม่ต้องกราบบังคมทูลให้ทราบความก่อน  พระแสงราชศัสตราจึงถือเป็น  พระแสงดาบอาญาสิทธิ์
     ธรรมเนียมการพระราชทานพระแสงราชศัสตรา  เพิ่งมีหลักฐานปรากฎชัดในสมัยอยุธยา  สืบทอดต่อมาจนเลิกไปเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ สมัยเดียวกับการเลิกประเพณีพระราชทานเครื่องยศสำหรับผู้ว่าราชการเมือง  ในเครื่องยศนั้นจะมีกระบี่หรือดาบรวมอยู่ด้วย กระบี่นี้ใช้เป็นเครื่องแทงน้ำในการประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
     ในสมัยรัชกาลที่ ๕  มีการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหญ่เป็นระบบเทศาภิบาล  พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จฯ  ออกตรวจราชการตามหัวเมืองต่างๆ  ด้วยพระองค์เอง  จึงทรงเห็นปัญหาประการหนึ่งคือ  การขาดอาวุธสำหรับแทงน้ำในการประกอบพิธีถอน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในหัวเมือง  จึงมีพระราชดำริจะฟื้นฟูธรรมเนียมการพระราชทานพระแสงราชศัสตรา  แต่มีพระราชประสงค์แตกต่างไปจากรัชกาลก่อนๆ คือ  จะพระราชทานไว้ประจำเมืองต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายแทนพระองค์ และใช้สำหรับแทงน้ำในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นสำคัญ  แต่ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดที่จะใช้ลงโทษเหมือนพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ในสมัยก่อน
     ในการพระราชทานพระแสงราชศัสตรานี้มีประเพณีว่า  เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จไปประทับแรมในจังหวัดใด  เมื่อใด  ให้ถวายพระแสงราชศัสตรามาไว้ประจำพระองค์ตลอดเวลาที่ประทับอยู่ในเมืองนั้น
     เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงริเริ่มธรรมเนียมการพระราชทานพระแสงราชศัสตราแล้ว  ในสมัยรัชกาลที่ ๖  และรัชกาลที่  ๗  ก็ยังคงมีพระราชทานพระแสงศัสตราประจำเมืองต่อมา  จนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕  จึงเลิกธรรมเนียมนี้ไป  แต่ยังคงธรรมเนียมที่ผู้ว่าราชการเมืองจะต้องถวายพระแสงราชศัสตราแด่พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จประทับแรมที่เมืองนั้น
     จังหวัดตรังได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราในสมัยรัชกาลที่  ๖  เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ วันพระราชทานคือวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๕๘  ผู้รับคือ  อำมาตย์ตรี พระตรังคบุรีศรีสมุทรเขตร  (สินธุ์  เทพหัสดินฯ)  ผู้ว่าราชการเมืองตรัง  รับพระราชทาน  ณ  พลับพลาทองจตุรมุข  ในสนามหน้าวัดตรังคภูมิพุทธาวาส
     ลักษณะของพระแสงราชศัสตราประจำเมืองตรัง  เป็นพระแสงด้ามทองฝักทองทอดบนพานแว่นฟ้า  เป็นดาบไทยฝีมือช่างทองหลาง  มีคำจารึกชื่อ  เมืองตรัง  บนใบพระแสงทั้ง ๒ ด้าน
     ในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง  พระแสงองค์นี้ใช้ในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำเมืองตรัง  ซึ่งจัดขึ้นตามโบราณราชประเพณีที่พระอารามหลวง  คือวัดตันตยาภิรม
     การถวายพระแสงราชศัสตราแด่พระมหากัตริย์ที่ประทับแรม  ณ  เมืองตรัง  มีหลักฐานปรากฎ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อคราวพะบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จฯ ในวันที่  ๒๗  มกราคม และวันที่  ๙  กุมภาพันธ์ ๒๔๗๑ และเมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน  เสด็จฯ เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๒
     ที่เก็บพระแสงราชศัสตราประจำเมืองตรังคือที่คลังจังหวัดตรัง

 
 
 

จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน: 26068
นำเสนอโดย: Peekung
 

Share
IamTrang.com
: :: ชอบ-ชม-ชิม โดย วีร์วิศ
: :: เรื่องเล่าของอิงตะวัน โดย อิงตะวัน
: :: แต่งบ้าน-งานดีไซน์ โดย มะลิริน
: :: จิตเป็นนาย โดย นะโม

 


 
iamtrang.com
iamtrang.com ออกแบบจัดทำและผลิตเนื้อหา+ภาพ โดย บริษัท ดีพี สตูดิโอ จำกัด เลขที่ 32 สุขุมวิท 85 บางจาก พระโขนง กรุงเทพฯ 10260
โทร. 02-3311610 โทรสาร 02-3311618 Email: dp@dp-studio.com
Copyright 2009 IamTrang.com All rights reserved สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย